
Blog
วิธีดูแลลูกแมวแรกเกิด ช่วงอายุ 0-4 สัปดาห์
การเริ่มต้นชีวิตของลูกแมวแรกเกิดเปรียบเสมือนการเปิดหน้าใหม่แห่งความท้าทายและความรักที่ไม่มีขอบเขตสำหรับผู้ที่ได้รับหน้าที่ดูแลน้อง ๆ ที่ลืมตามาดูโลกเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกแมวเหล่านี้ลืมตาดูโลก น้อง ๆ ต้องการความอ่อนโยนและความเอาใจใส่จากเหล่าทาสมนุษย์ผู้ดูแลในทุกๆ ด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหาร, การดูแลความสะอาด, การสังเกตสุขภาพ, และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการเติบโตของน้อง ๆ การเลี้ยงดูลูกแมวแรกเกิดไม่เพียงแต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น, แต่ยังต้องใช้ความรัก, ความอดทน, และความเข้าใจในธรรมชาติของน้อง ๆ เป็นอย่างดี
บทความนี้จะเป็นเสมือนแนวทางและเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้คุณเป็นผู้ปกครอง ที่ดีที่สุดสำหรับน้อง ๆ โดยเราจะพาคุณไปสำรวจทุกมิติของการดูแลลูกแมวแรกเกิดอย่างละเอียดและเข้าใจถึงความสำคัญของแต่ละขั้นตอนในการดูแลเหล่านี้
เอาละ เรามาเริ่มกันเลย !
วิธีดูแลลูกแมวแรกเกิด แบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก ๆ ได้แก่
1. กรณีมีแม่แมว หรือเป็นแม่แมวในระบบปิด

กรณีที่ผู้ปกครองทราบถึงการตั้งท้องของแม่แมว หรือเป็นแม่แมวที่เลี้ยงในระบบปิด สิ่งสำคัญก็คือการบำรุงแม่แมวให้เตรียมพร้อมสำหรับการตั้งท้อง
- เลือกอาหารที่เหมาะสม : แม่แมวที่ตั้งท้องต้องการอาหารที่มีพลังงานและสารอาหารสูง เช่น โปรตีนและแคลเซียม สำหรับการเจริญเติบโตของลูกแมว. ควรเลือกอาหารที่ออกแบบมาสำหรับแม่แมวที่ตั้งท้องและให้นม อาทิเช่น Royal Canin Mother & Babycat หรือ Purina Pro Plan Kitten Chicken & Rice Formula อาหารดังกล่าว ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของแม่แมวในช่วงตั้งท้องและให้นม และลูกแมวจนถึงอายุ 4 เดือน มีโปรตีนคุณภาพสูงและได้รับการเสริมด้วยสารอาหารที่จำเป็น เป็นอาหารที่กินได้ทั้งแม่แมวและลูกแมว
- เพิ่มความถี่ และปริมาณอาหาร : เพราะแม่แมวจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานและทรัพยากรภายในร่างกายในการสร้างเบบี๋น้อย และอาหารที่ดีจะเป็นสิ่งที่รองรับการเจริญเติบโตของลูกแมวที่ดี ในช่วงต่อ ๆ ไป
- สร้างพื้นที่ ที่ปลอดภัยสำหรับแม่แมว : จัดหาที่อยู่ที่อบอุ่นและสงบให้แม่แมวที่กำลังตั้งท้อง เพื่อให้แม่แมวรู้สึกปลอดภัยในการคลอดลูก เช่นห้องเงียบ ๆ อบอุ่น อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีใครรบกวน
สิ่งที่ต้องเตรียม
ห้องหรือพื้นที่ที่เงียบสงบ สะอาด : หากไม่มีห้อง ให้ดูว่าบริเวณไหนที่แม่แมวชอบไป หรือหากใกล้คลอดเค้าจะหาที่เหมาะสมของเค้าเอง ให้เราสังเกต และเตรียมลัง หรือกล่องเพิ่มให้เค้า แม่แมวแต่ละตัวมีความเครียด และความกังวลไม่เท่ากัน การสังเกต และการเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ
อาหาร – น้ำ และกระบะทราย : ให้วางไว้ไม่ไกลจากที่แม่แมวคลอดลูก เพื่อให้สะดวกในการปลีกตัวจากลูก ๆ ออกมากิน และขับถ่าย แต่ต้องไม่ใกล้จนเกินไปซึ่งอาจจะทำให้เด็ก ๆ ติดเชื้อจากกระบะทรายได้
พยายามไม่ไปรบกวนแม่แมว หรือรบกวนให้น้อยที่สุด : ไม่ต้องกังวลแม่แมวว่าจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี แม่แมวส่วนใหญ่จะมีสัญชาตญาณในการจัดการลูก ๆ ได้ด้วยตัวเอง (และเก่งกว่าเรามากกก) มีน้อยเคสมากที่จะพบว่าแม่แมวจะเลี้ยงลูกไม่เป็น
ห้ามอุ้มเด็ก ๆ โดยไม่จำเป็น : เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้แม่แมวรู้สึกผิดกลิ่น และทำให้แม่แมวไม่กลับมาเลี้ยงลูกอีกเลย ถ้าเป็นแบบนั้นคุณแย่แน่ !
- การออกกำลังก็สำคัญ แต่ต้องไม่กระโดดมากเกินไป : แม่แมวควรได้เดินมาก ๆ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม่แมวยังสามารถเล่นเบา ๆ ได้ แต่ต้องจำกัดเรื่องการกระโดดให้น้อยลง เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ในท้อง
- เฝ้าดูและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และสม่ำเสมอ : ทั้งขณะตั้งท้อง และหลังคลอด เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงทั้งทางบวก และทางลบ มีโรคแทรกซ้อนระหว่างตั้งท้องหรือไม่ เป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที
2. กรณีไม่มี หรือไม่พบแม่แมว

กรณีนี้มักเป็นแมวจร หรือแม่แมวแอบมาคลอดในบ้านของคุณ หากคุณไม่พบแม่แมวในบริเวณที่พบเจอเด็ก ๆ อาจจะเป็นไปได้ว่าแม่แมวออกไปหาอาหารบริเวณใกล้เคียง ให้เฝ้าดูหรือเฝ้ารอแม่แมวให้แน่ใจก่อน ราว ๆ ไม่เกิน 4 ชั่วโมง อย่าพึ่งรีบเข้าไปแทรกแทรง เพราะเป็นเรื่องไม่สนุกเลย หากคุณต้องเป็นคนเลี้ยงดู และดูแลเด็กน้อยพวกนั้นจริง ๆ
หากไม่พบ หรือแน่ใจแล้วว่าแม่แมวไม่กลับมา …. งานเข้าคุณแล้วละ !
แต่ไม่เป็นไร ลองทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ทำไปทีละขั้นอย่างใจเย็น เด็กน้อยจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างมาก
ช่วง 0-2 สัปดาห์
สิ่งที่ต้องเตรียม
เรามาเตรียมอุปกรณ์กันก่อน ซึ่งจะทำให้เราไม่ฉุกละหุกเวลาที่ต้องดูแลน้อง ๆ
สิ่งที่จำเป็นต้องมี ถ้ามีโอกาสรอดของเด็ก ๆ จะสูงขึ้นมาก
สีแดง คือต้องมี สีน้ำเงิน คือ ไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีแล้วจะสะดวกมากขึ้นเยอะเลย
- ห้อง เงียบ ๆ / มุมเงียบ ๆ สงบ ๆ / ซอกโซฟา / ใต้บันได / ตู้เสื้อผ้า
- กล่องลังกระดาษ กล่องพลาสติก ขนาดไม่น้อยกว่า 30 x 50 cm
- กระบอกฉีดยา หรือไซริงจ์ ขนาด 10 ml ใช้ในการช่วยป้อนนมเด็ก ๆ
- ไฟกก หรือ กระเป๋าน้ำร้อน
- จุกนมซิลิโคน ถ้าเป็นแบบนี้จะทำให้ป้อนนมเด็ก ๆ ได้ง่ายมาก ๆ เลย
- นม KMR หรือนมแพะ
- บล็อคทำน้ำแข็ง แบบซิลิโคน
- สำลี
- แผ่นรองซัพ
- เครื่องอุ่นนม หรือ กระติกน้ำร้อน
มาเริ่มกันเลย !
เตรียมความพร้อม
- ห้อง เงียบ ๆ / มุมเงียบ ๆ สงบ ๆ / ซอกโซฟา / ใต้บันได / ตู้เสื้อผ้า ที่ไหนก็ได้ที่คิดว่าในอีก 3 สัปดาห์จะไม่มีใครรบกวน (หรือผ่านไปมาน้อยที่สุด) และถ้ามีแมวโตตัวอื่นอยู่ด้วย ก็อย่าให้เข้าไปวุ่นวายเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนทำร้าย และการติดเชื้อโดยไม่ตั้งใจ
- กล่องลังกระดาษ กล่องพลาสติก มีไว้เพื่อให้ความอบอุ่นเด็ก ๆ (กันลม) และถ้าเป็นกล่องพลาสติกก็จะสะดวกกับการติดตั้ง ไฟกก ด้วยนะ
- ไฟกก : สำคัญอันดับ ต้น ๆ ที่ควรหาเตรียมไว้ ถ้าคุณเจอน้อง ๆ ตอนกลางคืนหาไม่ได้ในทันที ให้รีบหามาให้ได้เร็วที่สุด อย่าใช้ผ้ามาห่ม มันไม่ช่วยอะไรไม่ได้มาก นอกจากหาอะไรไม่ได้จริง ๆ ให้ใช้ชั่วคราว 6 ชั่วโมง เพราะเด็ก ๆ หนาวจากภายในเนื่องจากร่างกายเด็ก ๆ ยังเล็กมาก ระบบเลือด และระบบต่าง ๆ ในร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะรักษาความอบอุ่นภายในร่างกายไว้ได้เอง ต้องอาศัยไออุ่นจากแม่แมว หรือจากไฟกก
- ถ้าฉุกเฉินจริง ๆ ให้ใช้กระเป๋าน้ำร้อน วางในลังกระดาษที่ปูด้วยผ้าขนหนู แล้วปูทับถุงน้ำร้อน ด้วยผ้าขนหนูอีกชั้น ก็พอได้ แต่ความยากคือ ถุงน้ำร้อนควบคุมอุณหภูมิค่อนข้างยาก อาจจะร้อนเกินไป หรือเย็นไป แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เวลาวางถุงน้ำร้อน พยายามวางกลางกล่อง ซึ่งกล่องอาจจะต้องใหญ่หน่อย ให้เด็ก ๆ ได้มีพื้นที่ในกรณีที่ถุงน้ำร้อนร้อนเกินไป เด็ก ๆ จะได้มีพื้นที่ ที่จะคลานออกมาห่าง ๆ ได้เอง แต่ถ้าเด็ก ๆ ไปกองกันตรงสุดพื้นที่ ที่ห่างจากไฟกกมากที่สุด แสดงว่าหลอดไฟใกล้ อยู่อยู่ต่ำมากเกินไป ให้ขยับออกห่างไปอีก ** ระวังเรื่องหลอดไฟตก หลอดไฟร่วงใส่เด็ก ๆ ติดตั้งให้มั่นคง เซฟตี้ให้ดี ถ้าน้องเริ่มปีนป่านได้ให้ระวังน้องไปโดน ** หรือดูตัวอย่างการติดตั้ง ไฟกก ที่นี่
- แต่แอดมินแนะนำ ไฟกก มากกว่า เพราะว่าง่ายและสะดวก และปลอดภัยกว่ามาก ไฟกก แอดมินแนะนำเป็นแบบหลอดดำ (ถ้าหาได้) เพื่อที่แสงสว่างจากหลอดจะได้ไม่ไปรบกวนทั้งเด็ก ๆ และตัวผู้ปกครองเอง
- การติดตั้งไฟกก ให้ห่างจากน้อง ๆ หรือสูงจากพื้นกล่อง ราว ๆ 1 ฟุต อาจจะวางหลอดชิดด้านใด ด้านนึงของกล่องเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีพื้นที่ ๆ ได้หาจุดที่อุณหภูมิเหมาะสม หรือสังเกตจากตัวเด็ก ๆ เอง หากมี 2 ตัวขึ้นไป ถ้าเด็ก ๆ ยังหนาวอยู่เด็ก ๆ จะนอนซุกกัน แต่ถ้าหากเด็ก ๆ ร้อนก็จะนอนกระจาย ๆ กัน
- กระบอกฉีดยา หรือ ไซริงจ์ ขนาด 10 ml พร้อมจุกนมซิลิโคน เป็น 1 ไอเทมที่สำคัญ ที่ทำให้การป้อนนมเด็ก ๆ ง่ายกว่าเดิมมาก ๆ เพราะเด็ก ๆ บางตัวไม่ชอบปากหลอดไซริงจ์แข็ง ๆ หรือบางตัวก็จะไม่อ้าปากเลยทำให้ลำบากต่อการป้อนนมมาก ๆ แต่ถ้าใช้จุกนมซิลิโคนแม้น้องจะไม่อ้าปากแต่ปลายซิลิโคนก็สามารถสอดผ่านซอกฟันด้านข้างเข้าไปได้ และเมื่อน้ำนมเข้าปากน้อง น้องก็จะเริ่มดูดทานได้เอง และยังไม่ทำให้เกิดบาดแผลหรือรอยช้ำเมื่อต้องป้อนน้องเป็นเวลานาน ๆ หลาย ๆ ครั้ง
- นม KMR หรือนมแพะ แนะนำว่าถ้ามีทุนทรัพย์ระดับนึงให้ใช้ เป็นนม KMR เพื่อให้น้องแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันที่ดี และเด็ก ๆ จะกินง่ายกว่านมแพะ แต่ถ้าไม่มีทุนทรัพย์หรือหาไม่ได้จริง ๆ ก็สามารถใช้นมแพะแทนได้ แต่นมแพะสารอาหารที่จำเป็นสำหรับลูกแมวจะมีน้อยกว่านม KMR อยู่มาก (นมแพะใช้เพื่อประคองชีวิตให้รอดช่วงนั้น ๆ ไปก่อน) หรือถ้าหากกรณีที่เด็ก ๆ ตัวไหนกินนม KMR แล้วถ่ายเหลว ท้องเสียก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้นมแพะแทนก็ได้
- เครื่องอุ่นนม ไอเทมนี้จะทำให้ชีวิตพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง ง่ายขึ้นมาก ๆ เนื่องจากกรณีที่ใช้นม KMR ตัวของนม KMR หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก จำเป็นจะต้องแช่ไว้ในช่องฟรีสเพื่อให้เก็บไว้ได้นานถึง 6 สัปดาห์ เพราะถ้าไม่แช่เย็น จะเก็บไว้ได้เพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น สาเหตุเนื่องจาก KMR เป็นเหมือน Super food ของลูกแมว มีสารอาหารมากมายที่ลูกแมว รวมถึงแบคทีเรียก็ชอบมันมากด้วย นั่นจึงทำให้นม KMR เสียเร็วมาก ดังนั้นหากต้องการเก็บนม KMR ไว้ให้ได้นาน ๆ ก็คือ
- แช่เย็นธรรมดา จะอยู่ได้ 12 ชั่วโมง โดยยังคงคุณภาพเดิมอยู่ และจะสูญเสียคุณภาพไปเรื่อย ๆ จนหมดอายุใน 3 วัน
- แช่ฟรีสจะอยู่ได้ 2-4 สัปดาห์ และจะหมดอายุใน 6 สัปดาห์
ขั้นตอนที่ 1 : ว่าด้วยเรื่องของนม
- นมมี 3 ตัวเลือก ที่สามารถให้น้องได้ แบบไม่ลำบากมากนะ ได้แก่ นมแพะ เน้นเป็นนมสด หรือถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็ใช้ของ ศิริชัย ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป หรือ Top , Lotus บางสาขา หรือใน Shopee Lazada
- นม KMR สามารถหาได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ที่ใหญ่ ๆ หน่อย บางร้านก็จะไม่มีเพราะคนไม่ค่อยใช้ เนื่องจากราคาสูง แต่ต้องบอกว่านม KMR นี่แหละที่จะทำให้ลูกแมวเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง เพราะเป็นนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเทียบเท่านมจากแม่แมว และจะทำให้เด็ก ๆ ไม่ป่วยง่ายในระยะยาว ซึ่งจะเป็นการช่วยเซฟค่าใช้จ่ายจากการรักษาน้อง ๆ ได้เยอะเลย โดย มีทั้งแบบพร้อมดื่ม และแบบผง
- นม KMR แบบพร้อมดื่ม ไม่จำเป็นต้องผสมน้ำ เพราะจะทำให้น้องได้สารอาหารที่ลดลง ข้อดีคือสะดวก และส่วนผสมจะพอดีสำหรับลูกแมว ถ้าลูกแมวได้รับตั้งแต่มื้อแรก ๆ จะไม่ค่อยมีปัญหา ท้องผูก ท้องเสีย จากการเปลี่ยนอาหาร แต่ถ้าผู้ปกครองเคยให้นมแพะมาก่อน แล้วเห็นบทความนี้อยากจะเปลี่ยนเป็นนม KMR อาจจะต้องค่อย ๆ ผสมนม KMR ลงไปในนมแพะเดิม 1 ใน 3 เช่น เดิมป้อนอยู่ 10 ml ก็ให้ใช้นมแพะ ราว ๆ 6-7 ml และ เพิ่ม KMR ลงไป 3-4 ml เพื่อเป็นการปรับสมดุลในลำไส้ให้พร้อมรับกับอาหารใหม่ แต่ข้อเสียของนม KMR คือเสียง่ายมาก (เนื่องจากสารอาหารที่สมบูรณ์ก็ดึงดูดแบคทีเรีย และทำให้แบคทีเรียโตเร็วด้วยนะ) หลังจากแยกมาป้อนแล้ว น้องกินไม่หมด ให้ใส่ถุงร้อนใบเล็ก ๆ (ถุงใส่น้ำจิ้มนั่นแหละ) แช่ฟรีสไว้ทันที จะทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น และนำมาอุ่นเพื่อป้อนมือต่อไปได้ง่ายขึ้น
- นม KMR แบบผง ข้อดีคือ สามารถเก็บได้นาน โดยไม่ต้องแช่เย็น แบ่งมาชงได้ตามต้องการ และราคาต่อหน่วยจะถูกกว่า แต่ข้อเสียคือ เวลาชง ต้องกะความร้อน และปริมาณน้ำค่อนข้างยาก ที่จะให้นมไม่จางเกินไป หรือเข้มข้นเกินไป เพราะถ้าใส่น้ำน้อย นมจะละลายไม่หมด และจับตัวเป็นก้อน ใส่น้ำน้อยไป น้องก็ไม่ค่อยกิน เพราะกลิ่นนมเจือจางจะรู้สึกเป็นน้ำมากกว่านม ใส่น้ำร้อนไป ก็รอนานอีกกว่าจะได้ป้อน ดังนั้นนท KMR แบบผง ก็ไม่แนะนำสำหรับผู้ปกครองมือใหม่
- หลังจากป้อนนม KMR (แบบพร้อมดื่ม) มือแรก และนำไปแช่ช่องฟรีส เมื่อแช่ฟรีส ให้แบ่งออกมาใช้ทีละก้อน จากการฟรีสด้วยบล็อคทำน้ำแข็งแบบซิลิโคน จะทำให้แกะออกมาทีละก้อนได้ง่ายมาก ๆ
- หลังจากเปิดใช้แล้ว ไม่แนะนำ ให้แช่ทั้งกระป๋อง เพราะครั้งต่อไปจะนำมาใช้ยากมาก ลองนึกดูว่านมที่แข็งทั้งกระป๋อง จะเอาออกมาอุ่นยังไง ? จะเอาออกมาตั้งให้น้ำแข็งละลาย หรือจะเอามาอุ่นทั้งกระป๋อง แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
- ใช้ถุงร้อนใบเล็ก ๆ ใส่นม KMR ที่แกะออกมา 1 ก้อน ไปแช่ในน้ำอุ่น หรือแช่ในเครื่องอุ่นขวดนม ที่ตั้งอุณหภูมิไว้ราว ๆ 48-51 องศา ให้นมละลายช้า ๆ และสุดท้ายพยายามให้นมอุ่นอยู่ที่ราว ๆ 45-48 องศา (จากเครื่องอุ่นนม) น้องจะกินดีมาก ๆ เพราะความอุ่นจะทำให้กลิ่นของนมฟุ้งกระจายได้ดี
- ไม่แนะนำให้อุ่นด้วยไมโครเวฟ หรือเทน้ำร้อนใส่โดยตรงเพราะจะทำให้นมเสียคุณภาพไปอย่างมาก
- ระวังเรื่องความร้อนต้องไม่ร้อนเกินไป เพราะถ้าน้องมีแผลในปาก ด้วยอายุขนาดนี้ (อายุไม่ถึงเดือน) โอกาสเสียชีวิตมีสูงมากจากการไม่กินอาหาร (ถ้ามีแผลในปากน้องจะไม่ทานอาหารเลย) ให้เอานมที่อุ่นแล้วดึงใส่ไซริงจ์ หยดใส่หลังมือ ดูว่าร้อนไปมั๊ย จึงค่อยป้อน แต่ถ้ามีเครื่องอุ่นก็แทบจะไม่ต้องเทสเลย
- กรณีใช้นมแพะ ไม่ต้องแช่ฟรีส นมแพะแค่แช่เย็นแล้วนำมาอุ่นก็พอ
ขั้นตอนที่ 2 : การป้อนนม และอาหาร
- เด็ก ๆ ที่อายุ 0-7 วัน ป้อนครั้งละ 2-5 ml (หรือ cc) ทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง เพราะจะทำให้เด็ก ๆ เริ่มขาดน้ำตาล
- เด็ก ๆ ที่อายุ 7-21 วัน ป้อนครั้งละ 7-10 ml หรืออาจจะถึง 15 ml ถ้าน้องกินเก่ง ทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 6 ชั่วโมง
- เด็ก ๆ ยังไม่ลืมตา ค่อย ๆ ป้อนทีละนิดอย่างใจเย็น ป้องกันการสำลัก แต่ถ้าน้องแข็งแรงน้องสามารถดูดเองจากไซริงจ์ ก็ปล่อยน้องดูดได้เลย ไม่ต้องออกแรงกดไซริงจ์เพิ่ม (ถ้าน้องดูดเอง กระบอกไซริงจ์จะถูกดึงไหลไปเอง)
- กรณีเด็ก ๆ ยังไม่ลืมตา ท่าป้อนควรจะอยู่ในลักษณะนอนหงายเล็กน้อย (เหมือนท่าป้อนนมเด็กทารก) อย่าให้น้องอยู่ในท่ายืนหรือนั่ง เพื่อป้องกันการสำลัก พยายามใช้มือจับประคองศรีษะน้องเบา ๆ เพื่อป้องกันการสะบัดหน้าหนีจากความไม่คุ้นเคยกับจุกนม
- พยายามใช้จุกนมซิลิโคน มากกว่าใช้ไซริงจ์เปล่า ๆ เพราะปากไซริงจ์เปล่าจะแข็งและอาจทำให้เหงือกช้ำได้ง่าย เพราะน้องจะชอบงับ และถ้าน้องเจ็บในช่องปากอาจจะทำให้น้องกินยาก หรือไม่กินเลย
- เด็ก ๆ แรกเกิดควรมีน้ำหนักอย่างน้อย ไม่น้อยกว่า 90 กรัม แอดมินเคยเจอ แบบคลอดก่อนกำหนด ที่รอดจนโตมาได้คือ หนัก 45 g และน้ำหนักเด็ก ๆ ควรจะเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน
- การป้อนนมเด็กเล็กในวัย 0-3 สัปดาห์ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความอดทนค่อนข้างมาก ขอให้อดทนและใจเย็นกับน้องนะครับ
ขั้นตอนที่ 3 : การกระตุ้นการขับถ่าย
- กระกระตุ้นฉี่สำคัญมาก ควรกระตุ้นทุกครั้งหลังป้อนนม ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำอุ่น แตะ ๆ เบา ๆ ที่ก้น ไปเรื่อย ๆ ราว ๆ 2-3 นาที (อย่าเช็ดเพราะจะทำให้น้องระคายเคืองและเมื่อน้องเจ็บจะทำให้ขับถ่ายยากขึ้น) พยายามให้น้องขับถ่ายออกมาบ่อย ๆ เพราะไม่เช่นน้อยจะเกิดอาการท้องผูก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแมวเด็ก ถ้ากระตุ้นแล้วน้องไม่ฉี่ 1-2 ครั้งไม่ต้องกังวล เป็นเรื่องปกติ แต่ขอให้ทำทุกครั้ง
- ต้องหมั่นสังเกต ก้อนอุจจาระน้อง ก้อนอึ๊ที่ดี จะมีลักษณะเป็นก้อนนิ่ม ไปจนถึงเป็นครีมเล็กน้อย ไม่เหลว ไม่เป็นน้ำ หรือเป็นก้อนแข็งจนเกินไป / สี : น้ำตาล หรือเหลือง / กลื่น : มีปกติ แต่ต้องไม่รุนแรงจนเกินไป / ปริมาณ : สอดคล้องกับอาหารที่กินเข้าไป
- ถ้าอุจจาระมีลักษณะ : แห้งแข็งจนเกินไป อาจเกิดจากการขาดน้ำ ถ้าเหลวเกินไปอาจเกิดการท้องเสีย ท้องเดิน เกิดจากการเปลี่ยนอาหาร หรือการติดเชื้อ / สี : เขียว ดำ หรือมีเลือดปน อาจมีการติดเชื้อ หรือปัญหาของระบบย่อยอาหาร / กลิ่นแรงผิดปกติ : มักเกิดจากการติดเชื้อ (ส่วนมากจะเกิดจากการติดเชื้อไข้หัดแมว เนื่องจากมีชิ้นเนื้อจากผนังลำไส้ปนออกมาด้วย)
- ถ้าภายในกล่อง หรือลังที่ใส่น้อง มีอุจจาระ กระจัดกระจายทั่วกล่อง หรือเปรอะตามตัวน้อง ๆ จำนวนมาก ให้จับแยกกันทันทีเพื่อหาว่าตัวไหนที่ป่วย และป้องกันตัวอื่น ๆ ติดเชื้อ และตัวที่ป่วยให้พาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่าทิ้งเด็ก ๆ ไว้ให้จมกองอึ๊ เพราะจะทำให้เด็ก ๆ ติดเชื้อ ซึ่งอาจจะป่วย และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
- ไม่ควรใช้กระดาษทิชชู่ เพราะระคายเคืองง่ายกว่าสำลี
- หลักการคือพยายามทำทุกอย่างให้ใกล้เคียงกับที่แม่แมวทำมากที่สุด
- ช่วง 2 อาทิตย์แรก คือช่วงวิกฤติที่สุด ถ้าเด็ก ๆ ผ่านการดูแลช่วงนี้ไปได้ มีโอกาสสูงที่จะรอด ไม่นับถึงโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง
- ถ้าทราบแน่ชัดตัวไหนถ่ายเหลวให้เฝ้าระวัง การขาดน้ำ ขาดอาหาร ถ้ามีมื้อใดที่ตัวอื่น ๆ กิน แต่มีตัวใดที่ไม่กินให้พาไปพบสัตวแพทย์ทันที อย่าปล่อยไว้จนน้ำตาลตก
- ลูกแมวน้ำตาลตกมีลักษณะอาการคือ นอนนิ่ง จับตัวขึ้นมา ไม่ตื่นเต็มตา หายใจถี่ นอนแหงนคอ หายใจทางปาก ปากอ้าค้างไว้ตลอด
- ขั้นวิกฤติ นอนตะแคงนิ่ง ๆ ไม่รู้สึกตัว หลับตา แม้หลับตาแต่สามารถสังเกตได้ว่า ขอบตาดูตึงเครียดผิดปกติ คอแหงนจนเกือบชิด หรือชิดกับหลังตัวเอง เพราะน้องขาดอ็อกซิเจน ที่เกิดจากภาวะน้ำตาลตก (ขาดอาหารนานเกินไป) โดยมากถ้าปล่อยไว้ถึงขั้นนี้โอกาสเสียชีวิตสูงมาก
ขั้นตอนที่ 4 : ไฟกก
ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่หลาย ๆ คนมองข้าม เพราะไม่เข้าใจว่าไฟกกทำงานยังไง แล้วจำเป็นสำหรับน้อง ๆ ยังไง
เพราะว่าร่างกายของน้องที่พึ่งเกิด หรืออายุไม่ถึง 2 สัปดาห์ นั้นยังเล็กมากอวัยวะภายในยังไม่พัฒนามากพอที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง
- ผ้าห่ม ใช้ให้ความอบอุ่นภายในร่างกายไม่ได้
- ผิวหนังของเด็ก ๆ ยังไม่มีชั้นไขมัน และบางเกินกว่าที่จะรักษาอุหภูมิไว้ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นที่จะต้องได้รับไออุ่นจากแม่ หรือพี่น้องภายในฝูง หรือไฟกก
- อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับลูกแมวอยู่ที่ 32-37 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิเย็นเกินไป จะทำให้ลำไส้ของเด็ก ๆ หดตัว ทำให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพลดลง นอกจากทำให้เด็ก ๆ ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ยังทำให้เกิดความผิดปกติกับระบบย่อยอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ (นึกภาพนมที่อยู่ในท้องไม่ได้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก็เน่าเสียอยู่ภายในท้องครับ)
- ร่างกายที่ได้รับอุณหภูมิที่เหมาะสม จะทำให้เอมไซม์ ภายในลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งสำคัญกับการรักษาสมดุลภายในร่างกาย
- ความเครียดสามารถส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร ความอบอุ่นช่วยลดความเครียดและส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น หรือพบบ่อยในช่วงนี้
- ท้องเสีย : เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น อุณหภูมิที่เย็นเกินไป / การเปลี่ยนอาหาร / การติดเชื้อแบคทีเรีย / การติดเชื้อโปรโตซัว / การติดเชื้อไวรัส / ความเครียด / สารพิษ ท้องเสียที่เกิดจากสาเหตุบางประการ เช่น อุณหภูมิ ความเครียด หรือการเปลี่ยนอาหาร ผู้ปกครองอาจจะสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง และมักดีขึ้นภายใน 1-2 วัน แต่สาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือสารพิษ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
- ท้องผูก : เกิดจากการขาดน้ำ ความเครียด การเดิน การเคลื่อนไหว ที่น้อยไป หรือ ช่วงเปลี่ยนอาหารจากนมเป็นอาหารเปียกอย่างรวดเร็ว โดยปกติมักจะไม่พบในลูกแมวที่ได้รับการดูแลใกล้ชิด และทานอาหารตามสเตปที่ควรจะเป็น เช่นนม KMR และขยับเป็น Rpyal Canin Mother & Kitten แบบกระป๋อง เพราะอาหารเหล่านี้ มีส่วนที่เป็นน้ำที่จำเป็นเพียงพออยู่แล้ว และช่วงที่น้องเปลี่ยนอาหารมาเป็นอาหารเปียก ก็สามารถป้อนนม เสริมส่วนที่เป็นน้ำเพิ่มไปด้วย 1-2 มื้อก็ได้ (แต่ส่วนใหญ่น้องจะติดใจรสชาติอาหารเปียกไปแล้ว และจะกลับมากินนมได้ยากแล้ว) พยายามดูแลเรื่องน้ำ การเล่น การเดิน ไม่จำกัดพื้นที่มากเกินไป ในกรณีที่น้องเริ่มเดินได้แล้ว ถ้าน้องยังไม่ถึง 2 สัปดาห์ ให้นวดบริเวณพุงเบา ๆ ด้วยนิ้วหัวแม่มือ จับน้องด้วย 2 มือ นอนหงาย ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดเบา ๆ ในลักษณะวนเป็นก้นหอย สัก 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้งก็จะช่วยให้น้องขับถ่ายได้ดีขึ้นและไม่ท้องผูก
- ถ้าน้องท้องผูกแล้ว จะสังเกตว่ากระบะทราย หรือจุดที่น้องขับถ่ายประจำไม่มีกองอุจจาระอยู่ นานเกินไป (1-2 วัน) และถ้านานกว่านั้นน้องอาจจะมีลักษณะนอนนิ่งเป็นเวลานาน ขยับตัวเหมือนไม่ถนันเพราะแน่นท้อง ให้แก้ด้วยการนวดดูก่อน นวดบ่อย ๆ และพยายามป้อนน้ำ โดยปกติน้องจะถ่ายออกมาได้หลังจากที่เราช่วยนวด ภายใน 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมง ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที
- ถ้าน้องมีหลายตัว แล้วปล่อยให้หิวนานเกินไป ตัวที่แข็งแรงอาจจะพยายามหาเต้านมแม่ และพยายามดูดตามตัวน้องตัวที่อ่อนแอ ทำให้ตัวที่อ่อนแอนั้นบาดเจ็บ เครียด และเกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ ดังนั้นช่วงเวลาการให้อาหารจำเป็นมาก ๆ สำหรับแมวอายุกไม่เกิน 2 สัปดาห์
- ลูกแมวที่อ่อนแรง ไม่กินอาหาร หายใจถี่ หายใจลำบาก มักมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ควรรีบพาน้องไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน
- หากอยู่ในเวลาที่ไม่สามารถพาไปพบสัตวแพทย์ได้สิ่งที่คุณพอทำได้และต้องรีบทำโดยด่วน คือพาน้องไปอยู่ในที่ที่ เงียบสงบ และอบอุ่น ก่อนพาไปพบสัตวแพทย์ในเวลาที่สามารถพาไปได้
- หากพบว่าน้องมีอาการท้องป่องผิดปกติ แต่เห็นซี่โครงชัดเจน เหมือนผอมแต่ท้องป่อง ทั้ง ๆ ที่กินอาหารเยอะ ให้สันนิษฐานว่าน้องมีพยาธิ แต่โดยปกติต้องถ่ายพยาธิแมวเด็กทุกตัว เพราะลูกแมวมีความเสี่ยงสูงที่จะติดพยาธิจากแม่แมว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวจร การถ่ายพยาธิควรเริ่มถ่ายตั้งแต่อายุ 2-3 สัปดาห์
ช่วง 3-4 สัปดาห์
มาถึงตอนนี้คุณสามารถวางใจได้ระดับนึง (ถ้าน้อง ๆ แข็งแรงกันดีนะ) ว่าเด็ก ๆ พ้นวิกฤติแล้ว เด็ก ๆ สามารถทานอาหารเปียกสำหรับลูกแมวได้แล้ว เช่น Royal Canin Mother & Kitten เด็ก ๆ จะได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และไม่หิวบ่อยเหมือน 2 สัปดาห์แรก และไม่ต้องคอยป้อนนมอีกต่อไป (กรณีสำหรับคนไม่มีเวลามากนัก) สามารถเทไว้ให้น้อง ๆ กินกันเองได้เลย แต่ควรตรวจดูทุก ๆ 4 ชั่วโมง ว่ามีอาหารให้เด็ก ๆ พร้อมทานอยู่ตลอด แต่ถ้าเด็ก ๆ มีหลายตัว ต้องคอยสังเกตว่ามีตัวไหนกินไม่ทันหรือไม่เพราะอาจทำให้น้องตัวนั้นขาดสารอาหารได้
การกระตุ้นฉี่อาจจะยังต้องทำอยู่ในลูกแมวบางตัวที่ดูอ่อนแอ
ไฟกก ไม่จำเป็นแล้ว ถ้าอากาศไม่หนาวมาก (ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส)
เริ่มพาไปถ่ายพยาธิ หรือหากใครทุนทรัพย์น้อยให้ใช้ยาถ่ายพยาธิสำหรับเด็ก (คน) ที่ชื่อ พาแรค ใส่ ไซริงจ์ 1 ml ปริมาณที่ใช้
0.5 ml ต่อ น้ำหนักตัว 1 kg
0.4 ml ต่อน้ำหนักตัว 8 ขีด
0.3 ml ตั้งแต่ 7 ขีดลงไป
เริ่มป้อนตั้งแต่อายุได้ 21 วัน หลังจากป้อนครั้งแรก ครั้งที่ 2 ให้ป้อนหลังจากครั้ง แรก 14 วัน เนื่องจากอาจจะมี พยาธิที่ยังเป็นไข่ไม่ฟักตัวในการป้อนยาครั้งแรก ซึ่งยาจะไม่มีผลกับพยาธิที่ยังเป็นไข่
และป้อนครั้งต่อ ๆ ไป ทุก ๆ 1 เดือน จนครบ 6 เดือน
เมื่อผ่านสัปดาห์ที่ 3 ส่วนมากน้องจะเริ่มเบื่อ Royal Canin กันแล้ว (เบื่อไวมาก) ส่วนใหญ่เด็ก ๆ จะเริ่มแก่แดด กินอาหารซองกันมากขึ้นพยายามหาตัวที่น้องชอบ และมีประโยชน์ เพื่อพัฒนาการที่ดีของเด็ก ๆ
หากพ้น 4 เดือนไป ได้ ผู้ปกครองก็หมดห่วงไปเปราะนึงแล้วครั้ง พวกคุณเก่งมาก ๆ เลยครับ ที่สามารถพาเด็ก ๆ ผ่านช่วงเวลาที่แสนวิกฤติไปได้
ทีมงาน Cattoda ขอเป็นกำลังใจ และขอบคุณผู้ปกครองทุกท่านที่เมตตาเหล่าเด็ก ๆ แมวจรให้มีโอกาสได้เห็นโลกกว้างและมีความสุขกับชีวิตที่เกิดมานะครับ
เราจะดูแลน้อง ๆ ให้มีช่วงเวลาชีวิตที่ดี ทั้งเค้าและเราจะได้มีความสุขไปด้วยกัน
จากทีมงาน Cattoda











