โรคโลหิตจางในแมว (Anemia)

อาการ ที่เด่นชัดของโรคโลหิตจางในแมว

1. อาการเซื่องซึม : แมวจะมีอาการ อ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือนอนมากกว่าปกติ แมวที่เป็นโรคโลหิตจาง มักจะเคลื่อนไหวน้อยลง และอาจนอนหลับมากกว่าปกติ ความสามารถในการกระโดด หรือเล่นที่ลดลง หรือแม้แต่การขาดความกระตือรือร้นในกิจกรรมต่าง ๆ ที่แมวเคยทำอยู่

2. เหงือกซีด : เหงือก เปลือกตาด้านใน และเยื่อเมือกอื่นๆ อาจดูซีดกว่าปกติ ในกรณีที่รุนแรงกว่านั้น อาจปรากฏเป็นสีขาวได้

3. หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก : อันเนื่องมาจากความสามารถในการขนถ่ายออกซิเจนในเลือดที่ลดลง หัวใจอาจเต้นเร็วขึ้น เพื่อพยายามรักษาสมดุล ของการส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อ และอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เป็นปกติ หัวใจจึงจำเป็นที่จะต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ได้จำนวนรอบที่มากขึ้น

4. ความอยากอาหารลดลงหรืออาการเบื่ออาหาร : เมื่อปริมาณอ็อซิเจนในเลือดที่ลดลง รวมถึงภาวะเลือดเป็นพิษ แมวที่เป็นโรคโลหิตจาง จึงมักไม่รู้สึกอยากกินอาหาร

5. น้ำหนักลด : มักต่อเนื่องมาจากความอยากอาหารที่ลดลง ซึ่งอาการเบื่ออาหารมักสังเกตได้ ก็ต่อเมื่อเป็นแมวที่เลี้ยงอยู่ภายในบ้าน หรือเป็นแมวที่อยู่ใกล้ชิดกับเรา แต่หากเป็นแมวตัวอื่น หรือแมวจร มักจะสังเกตความผิดปกติได้ เมื่อพบว่าพวกมันผอมลงมากแล้ว

6. โรคดีซ่าน : ในกรณีที่ภาวะโลหิตจางเกิดจากการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง (หรือ โรคโลหิตจาง ที่เกิดจากเม็ดเลือดแดงแตก) แมวอาจมีอาการตัวเหลือง ซึ่งทำให้ผิวหนัง และดวงตา และเยื่อเมือกเป็นสีเหลือง

7. ปัสสวะสีเข้ม : ปัสสวะสีเข้ม สีแดง หรือสีน้ำตาล ยังเป็นอีกหนึ่งในสัญญาณของโรคโลหิตจาง อันเนื่องมาจากเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสวะ

8. กินวัตถุที่ไม่ใช่อาหารปกติ : โรค Pica เป็นชื่อเรียกของโรคที่ทำให้แมวที่เป็นโรคโลหิตจางบางตัว อาจมีพฤติกรรมการกินที่แปลกไปจากเดิม เนื่องจากสภาวะที่การทำงานของร่างกายผิดปกติ หรือการขาดสารอาหาร แมวอาจเริ่มอยากกินสิ่งของที่ผิดปกติ เช่น ทรายแมว หนังยาง พลาสติก หรือดิน เป็นต้น

9. อาการหมดสติหรือเป็นลม : โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการหมดสติหรือเป็นลมได้ โดยเฉพาะหลังการเล่น หรือกิจกรรมบางอย่างที่ใช้พลังงานมากกว่าปกติ

10. หูเย็น อุ้งเท้าเย็น : เมื่อเราลองจับที่หู อุ้งเท้า หรือหางของพวกมัน เราจะรับรู้ได้ถึง ความรู้สึกที่เย็นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณนี้มีจำนวนน้อยลง

โรคโลหิตจางในแมว

คือสภาวะที่แมวมีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย การที่แมวเป็นโรคเลือดจางอาจส่งผลให้เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายมีอาการขาดออกซิเจน หรือได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแมว

ตัวเลขที่บ่งชี้จากการวัดปริมาณเม็ดเลือดแดง ต่อปริมาณเลือดทั้งหมด เรียกว่าค่า PCV (Packed Cell Volume)

การวัด PCV ช่วยให้เรารู้ว่า ในตัวอย่างเลือด ที่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นส่วนประกอบ พวกมันมีปริมาตรเท่าไร เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว และพลาสมา.

ค่า PCV ปกติสำหรับแมวคือ 25-45% และ ค่า PCV ที่ต่ำกว่า 25% ถือว่าเป็นโรคโลหิตจาง

เซลล์เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำออกซิเจนและสารอาหารไปยังเนื้อเยื่อ และเซลล์ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เซลล์เหล่านี้จะหมุนเวียนประมาณ 70-80 วันก่อนจะถูกนำออกจากการไหลเวียนและแทนที่ด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดงชุดใหม่จากไขกระดูก หากไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงไหลเวียนเพียงพอ เซลล์จะไม่ได้รับออกซิเจนหรือสารอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นภาวะโลหิตจางอาจกลายเป็นสถานการณ์วิกฤติ หรือถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

สัญญาณของโรคโลหิตจางในแมว

เนื่องจากภาวะโลหิตจางทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน (ที่เป็นเชื้อเพลิงของร่างกาย) สัญญาณแรกจึงพบว่า “แมวมักจะง่วง” แมวที่เป็นโรคโลหิตจาง อาจมีพลังงานในการเล่นน้อยลง หรืออาจนอนหลับมากกว่าปกติ เหงือกของแมวอาจปรากฏเกือบเป็นสีขาวหรือเหลือง (หรือที่เรียกว่า ภาวะดีซ่าน) เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ในกรณีที่รุนแรง แมวอาจหายใจลำบาก อัตราการหายใจและการเต้นของหัวใจอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากร่างกายพยายามชดเชยการส่งออกซิเจนที่ลดลงจากเซลล์เม็ดเลือดแดง

ไข้และเบื่ออาหาร อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการติดเชื้อหรือการตอบสนองต่อการอักเสบ

อุจจาระสีดำ สามารถเห็นได้หากมีการเสียเลือดในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ และ ปัสสวะที่เปลี่ยนสี อาจเป็นสัญญาณของการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง อย่างไรก็ตาม สัญญาณของโรคโลหิตจางอาจไม่ชัดเจนนัก และหากแมวเป็นโรคโลหิตจางมาเป็นเวลานาน ร่างกายของแมวก็จะมีเวลาชดเชยและแมวอาจไม่แสดงอาการใดๆ ที่ชัดเจนให้เห็น

สาเหตุของโรคโลหิตจางในแมว

ภาวะโลหิตจางในแมวมีสาเหตุหลายประการ และสามารถแบ่งออกกว้างๆ ได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

  1. โรคโลหิตจางที่เกิดจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

โรคโลหิตจางประเภทนี้เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย หรือการสลายของเซลล์เม็ดเลือดแดงเร็วกว่าที่สร้างได้

     – โรคโลหิตจาง ที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกัน (IMHA) โดยระบบภูมิคุ้มกันของแมวโจมตีเซลล์เม็ดเลือดแดงของตัวเอง

     – การติดเชื้อ เช่น ไวรัสมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว (FeLV) หรือไวรัสโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว (FIV)

     – สารพิษหรือยาบางชนิด

     – ปรสิตในเลือด เช่น Mycoplasma haemofelis

เซลล์เม็ดเลือดแดงในแมว โดยทั่วไปจะมีอายุไขอยู่ที่ประมาณ 70-80 วัน พวกมันจะถูกกำจัดออกจากการไหลเวียนโดยร่างกายของแมวเป็นประจำ และแทนที่ด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดงชุดใหม่ที่สร้างขึ้นในไขกระดูก อย่างไรก็ตาม โรคบางชนิดอาจทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายหรือถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกกำจัดออกเร็วกว่าที่จะถูกแทนที่

โรคติดเชื้อบางชนิดอาจทำให้เกิดความเสียหายและทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ เหล่านี้รวมถึง Mycoplasma haemofelis, Candidatus Mycoplasma haemominutum , Candidatus Mycoplasma turicensis, Cytauxzoon felis และการติดเชื้อปรสิตสายพันธุ์ Babesia โรคเหล่านี้แพร่กระจายไปยังแมวโดยหมัดและเห็บ จากนั้นพวกมันจะเกาะติดกับเซลล์เม็ดเลือดแดง และนำไปสู่การทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง

โรคโลหิตจาง อาจมีสาเหตุจากการที่ เซลล์เม็ดเลือดแดงได้รับความเสียหายจากสารพิษบางชนิดเช่นกัน การบาดเจ็บที่เกิดจากออกซิเดชันต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เกิดจากการกินอะเซตามิโนเฟน หรือ พาราเซตตามอล หัวหอม และสารพิษหรือยาอื่นๆ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางในแมวได้

ในบางครั้งร่างกายของแมวจะมองว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงของตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดง ถูกระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองทำลาย สิ่งนี้เรียกว่าโรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงแตกจากระบบภูมิคุ้มกัน (มักเรียกโดยย่อว่า IMHA) ในบางกรณีมีตัวกระตุ้นที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงมากเกินไปอย่างไม่ถูกต้อง สิ่งกระตุ้นนี้อาจรวมถึงการตอบสนองต่อยา มะเร็ง หรือโรคติดเชื้อ เช่น Feline Leukemia Virus (FeLV) หรือเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากการติดเชื้อในแมว (FIP)

2.โรคโลหิตจางจากการเสียเลือด

     – การบาดเจ็บหรือการบาดเจ็บที่นำไปสู่การตกเลือดภายนอกหรือภายใน

     – ปรสิต เช่น หมัด หรือพยาธิปากขอที่อาจทำให้เสียเลือดได้

     – ความผิดปกติของเลือดออก เช่น coagulopathies

การแพร่กระจายของหมัดและเห็บเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะในลูกแมว เนื่องจากเห็บหมัด มักจะมีเชื้อแบคทีเรีย หรือไข่พยาธิ อยู่ในร่างกาย และเมื่อเห็บ หมัดดูดเลือดลูกแมว หรือแมวโต ไข่ของพยาธิก็จะเข้าสู่กระแสเลือด และฟักตัวอยู่ภายในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงเม็ดเลือดแดงอาจถูกแบคทีเรียที่มาจากเห็บหมัดเกาะ เป็นโรคที่เรียกกันติดปากว่า “พยาธิเม็ดเลือด”

ปรสิตจะดูดเลือดออกจากร่างกายได้เร็วกว่าที่จะทดแทนได้ ปรสิตพยาธิปากขอ (Ancylostoma tubaeforme) ซึ่งกินเลือดในลำไส้ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางในกรณีที่มีการระบาดอย่างรุนแรง

ที่ไขกระดูกของแมว จะมีกระบวนการสร้างเซลล์ เรติคูโลไซต์ ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงขั้นต้นที่ยังเป็นเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่สมบูรณ์ เรติคูโลไซต์ เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงชนิดหนึ่งที่สร้างและปล่อยออกมาจากไขกระดูก ตราบใดที่เซลล์เม็ดเลือดแดงสูญเสียไปเร็วกว่าที่การสร้างเม็ดเลือดแดงออกมาจากไขกระดูก แมวก็จะยังคงเป็นโรคโลหิตจาง

3.โรคโลหิตจางที่เกิดจากการลดลงของเซลล์เม็ดเลือดแดง หรือเซลล์เม็ดเลือดแดงไม่สามารถสร้างใหม่ได้

โดยการเกิดโรคโลหิตจางประเภทนี้ มักเกิดจากโรคที่ส่งผลทำให้ไขกระดูกไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงได้เพียงพอ เช่น

     – โรคไตวายเรื้อรัง

     – ความผิดปกติของไขกระดูก

     – การติดเชื้อบางอย่าง เช่น FeLV

     – โรคเรื้อรังและยาบางชนิด

โดยทั่วไปโรคไตวายเรื้อรังมักเป็นอาการหลัก และโรคโลหิตจางจะเป็นโรคแทรกซ้อนที่ตามมาเนื่องจาก

1. การผลิตอีริโธรโพอิติน ลดลง : ไตผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่าอีริโธรโพอิติน (EPO) EPO เป็นตัวกระตุ้นไขกระดูกให้ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ไตอาจผลิต EPO ได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้การผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงลดลง

2. อายุขัยของเซลล์เม็ดเลือดแดงสั้นลง : สารพิษยูเรมิก ซึ่งสะสมในเลือดเมื่อไตทำงานไม่มีประสิทธิภาพสามารถลดอายุขัยของเซลล์เม็ดเลือดแดงได้

3. การสูญเสียเลือดในทางเดินอาหาร : พิษจากยูรีเมีย หรือเลือดเป็นพิษ ที่เกิดจากอาการไตวายอาจทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหาร ส่งผลให้เสียเลือดและทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง

4. การอักเสบเรื้อรัง : โรคไตวายเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งสามารถยับยั้งการทำงานของไขกระดูกและการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงได้

การรักษา

การรักษาโรคเลือดจางในแมวจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค เมื่อหาสาเหตุของโรคได้ การรักษาจะเน้นที่การรักษาสาเหตุหลักของโรค ตลอดจนการให้การรักษาแบบประคองอาการ เช่น การให้เลือด การให้ยาบำรุงเลือด หรือการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลให้เกิดโรคเลือดจาง

  • การรักษา เชิงป้องกัน โดยมุ่งเน้นไปที่พยาธิ ปรสิตหรือโรคติดเชื้อจะมีความสำคัญที่สุดในการหยุดยั้งการสูญเสียหรือการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง

การป้องกันสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา คือ การหมั่นหยอดยาเห็บหมัด ป้อนยาถ่ายพยาธิ และดูแลช่องหูของแมวให้สะอาดอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ต้องระวัง และมีโอกาสเกิดขึ้นได้ก็คือ การหยอดยาเห็บหมัด ในแมว ควรทิ้งช่วงเวลา 1-2 วัน หากต้องการป้อนยาถ่ายพยาธิร่วมด้วย เนื่องจากอาจมียาบางชนิด บางตัว อาจมีเคมีในตัวยาที่สามารถทำปฏิกิริยาร่วมกัน ทำให้แมวเกิดอันตรายได้

** ยาถ่ายพยาธิบางตัวไม่ควรใช้ในแม่แมวที่กำลังตั้งท้อง หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนใช้ยา

  • การใช้ยาสามารถใช้เพื่อช่วยหยุดเลือดออกจากทางเดินอาหารได้ สเตียรอยด์และยาปรับภูมิคุ้มกันอื่นๆ มีความสำคัญในการรักษาโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน
  • ในกรณีของแมวที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจจำเป็นต้องถ่ายเลือดเพื่อทดแทนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สูญเสียหรือถูกทำลายในขณะที่กำลังรักษาอาการเดิม แมวมีกรุ๊ปเลือดหลัก 2 กรุ๊ป และกรุ๊ปหายากอีก 1 กรุ๊ป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตรวจเลือดทั้งผู้บริจาคและผู้รับเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาใดๆ ต่อการถ่ายเลือด

โดยแมวมีระบบหมู่เลือดที่แตกต่างจากมนุษย์ กรุ๊ปเลือดแมวหลักคือ

1. กรุ๊ป A

2. กรุ๊ป B

และนอกจากนี้ยังมีประเภทที่สามซึ่งหายากกว่ามากเรียกว่า

3. กรุ๊ป AB

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบกรุ๊ปเลือดของแมวหากต้องการการถ่ายเลือด และนี่คือเหตุผล

– แมวที่มีเลือด กรุ๊ป A สามารถรับเลือดกรุ๊ป A หรือเลือดกรุ๊ป AB ได้

– แมวที่มีเลือด กรุ๊ป B มีแอนติบอดี้ที่แข็งแกร่งต่อเลือดประเภท A หากได้รับเลือดประเภท A แม้ในปริมาณเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงและมักเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ พวกเขาสามารถรับเลือด กรุ๊ป B หรือ กรุ๊ป AB ได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น

– แมวที่มีเลือด กรุ๊ป AB ถือเป็นกรุ๊ปแห่งผู้รับ ซึ่งหมายความว่าแมวที่มีเลือดกรุ๊ปนี้สามารถรับเลือด กรุ๊ป A, กรุ๊ป B หรือกรุ๊ป AB ได้โดยไม่ต้องมีปฏิกิริยาใด ๆ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ แมวไม่เหมือนกับสุนัข ซึ่งในหลายกรณีการถ่ายเลือดที่ไม่ตรงกันในช่วงแรกอาจไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาในทันที แมวก็อาจมีปฏิกิริยารุนแรงแม้กระทั่งการถ่ายเลือดที่ไม่ตรงกันในครั้งแรก สิ่งนี้ทำให้การจับคู่เลือดเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะให้แมวถ่ายเลือด

ในกรณีของโรคไตเรื้อรัง มียาที่เรียกว่า ดาร์บีโพเอติน เพื่อช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ในไขกระดูก โดยทดแทนอีริโธรโพอิตินที่ผลิตในไตตามปกติ ยานี้จำเป็นต้องฉีดยาทุกสัปดาห์และติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด แต่อาจส่งผลให้แมวที่เป็นโรคไตเรื้อรังหายได้ 60-65%

หากคุณสงสัยว่าแมวของคุณเป็นโรคเลือดจาง ควรพาแมวไปตรวจสอบที่สัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาในทันที

ระดับความอันตรายของโรค

ภาวะโลหิตจางเล็กน้อย : ระดับ 3-5 (อยู่ในระดับ ของการติดตามเฝ้าดูอาการ)

แมวอาจไม่แสดงอาการใดๆ ที่ชัดเจน หรืออาการอาจจะเล็กน้อยมาก

ภาวะโลหิตจางปานกลาง : ระดับ 6-8 (อยู่ในระดับ ที่เข้าข่ายต้องสงสัยในตัวโรค รีบพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของโรคต่อไป)

โดยที่แมวอาจมีอาการที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ความง่วง ความอยากอาหารลดลง ไม่กินอาหารติดต่อกัน 2-3 วัน และพบเยื่อเมือก และเหงือกซีด

ภาวะโลหิตจางรุนแรง : ระดับ 9-10 (เข้าพบสัตวแพทย์ อย่างช้าภายใน 48 ชั่วโมง และอาจต้องแอดมิดเพื่อติดตามเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดโดยสัตวแพทย์)

ภาวะโลหิตจางรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการอาจรวมถึงอ่อนแรงอย่างรุนแรง หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว หมดแรง และถึงขั้นเสียชีวิตได้

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าภาวะโลหิตจางเป็นอาการ ไม่ใช่โรคในตัวมันเอง สาเหตุที่แท้จริงของโรคโลหิตจาง (เช่น โรคไตเรื้อรัง การได้รับสารพิษ มะเร็ง ฯลฯ) อาจมีระดับความเป็นอันตรายของตัวโรคหลัก

เป็นไปได้ที่แมวจะมีเหงือกสีซีด จะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยอย่างชัดแจ้งมาหลายปีแล้วก็ตาม เหงือกสีซีดมักเป็นตัวบ่งชี้ภาวะโลหิตจาง แต่มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้แมวเป็นโรคโลหิตจาง สาเหตุที่เป็นไปได้บางประการของโรคโลหิตจางอาจเป็นแบบเรื้อรังและดำเนินไปอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งหมายความว่าแมวอาจไม่แสดงอาการเจ็บป่วยอย่างชัดแจ้งจนกว่าอาการจะรุนแรงขึ้น

สาเหตุที่เป็นไปได้บางประการที่ทำให้แมวมีเหงือกสีซีด ได้แก่ :

1. โรคเรื้อรัง : ภาวะต่างๆ เช่น โรคไตเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางเมื่อเวลาผ่านไป พัฒนาการอาจช้า และแมวอาจไม่แสดงอาการป่วยชัดเจนเป็นเวลานาน

2. การขาดสารอาหาร : การขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะธาตุเหล็ก อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้

3. ความผิดปกติของไขกระดูก : ความผิดปกติบางอย่างส่งผลต่อความสามารถของไขกระดูกในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

4. การติดเชื้อปรสิต : ปรสิตบางชนิด เช่น หนอนในลำไส้ อาจทำให้เสียเลือดและนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง การดำเนินการนี้อาจดำเนินไปอย่างช้าๆ หากการระบาดไม่รุนแรง

5. เลือดออกเรื้อรัง : เลือดออกช้าจากสภาวะต่างๆ เช่น แผลในทางเดินอาหารหรือเนื้องอก อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางเมื่อเวลาผ่านไป

6. สภาวะภูมิต้านทานตนเอง : สภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของแมวทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของตัวเอง เช่น โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงแตกโดยอาศัยภูมิคุ้มกัน (IMHA) อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้

7. อายุที่มากขึ้น : เมื่อแมวอายุมากขึ้น ปัญหาสุขภาพต่างๆ อาจส่งผลให้เกิดโรคโลหิตจางได้ แม้ว่าแมวจะไม่ได้ป่วยอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม

หากคุณสังเกตเห็นเหงือกสีซีดในแมว คุณจำเป็นต้องปรึกษาสัตวแพทย์ แม้ว่าแมวจะดูมีสุขภาพดีก็ตาม แต่หากคุณสังเกต และพบว่าแมวมีอาการผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นตามอาการที่ได้กล่าวมา

คุณควรพาแมวของคุณเข้าพบสัตวแพทย์โดยเร็ว เพื่อที่จะสามารถทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของอาการ และแนะนำการรักษาที่เหมาะสมให้กับแมวสุดที่รักของคุณได้

เราอยากให้แมวทุกตัวได้รับการดูแล และมีชีวิตที่ดี

จากทีมงาน แคทโทดะ

share this recipe: